กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรียกผู้รับเหมาปรับปรุงตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล สอบวันที่ 25 ธ.ค.นี้ หลังลูกจ้างตกนั่งร้านบาดเจ็บ เผยตรวจสอบเบื้องต้นพบไม่มีการใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต พร้อมเตรียมตรวจสอบระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่ม หากปฏิบัติไม่ถูกต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีนายพีรพัฒน์ สักขวา ลูกจ้างของบริษัท กันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งทำการปรับปรุงอาคารตึกบัญชาการ 1-2 ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตกจากนั่งร้านได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า หลังจากทราบเหตุ กสร. ได้ส่งพนักงานตรวจความปลอดภัยลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวทันที เบื้องต้นพบว่านายจ้างไม่ได้จัดให้มีการใช้สายหรือเชือกช่วยชีวิตและเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ให้ลูกจ้างได้สวมใส่ขณะปฏิบัติงาน จึงได้ออกหนังสือได้เชิญนายจ้างให้มาพบในวันจันทร์ที่ 25 ธ.ค. นี้ เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่านายจ้างได้มีการปฏิบัติตามกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2551 หรือไม่

"หากตรวจสอบแล้วพบนายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะดำเนินตามกฎหมายทันที นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอาจต้องสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว กสร.จะตรวจสอบมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัยด้วย หากพบว่ายังปฏิบัติไม่ถูกต้องจะมีคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้องโดยเร็ว สำหรับอัตราโทษสูงสุดของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานคือมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" นายอนันต์ชัย กล่าว

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า อุบัติเหตุในการทำงานที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งผู้ประสบเหตุ ครอบครัว นายจ้างเองก็มีความผิดและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามการประสบอันตรายจากการทำงานเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ กองความปลอดภัยแรงงานโทรศัพท์ 0 2448 9128-39 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 10 พื้นที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546

 

EU ชื่นชม ก.แรงงาน พัฒนางานคุ้มครองแรงงานต่อเนื่อง


                นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า Mrs. Luisa Ragher อุปฑูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย นำคณะเข้าหารือกับผู้บริหารกระทรวงแรงงานเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากการเจรจาหารือกรอบความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา โดยได้แสดงความชื่นชมประเทศไทยที่พัฒนาความร่วมมือและมีความพยายามมาอย่างต่อเนื่องที่จะคุ้มครองแรงงานในอุตสาหกรรมประมงและขยายผลไปยังแรงงานทุกภาคส่วน ซึ่งทางกระทรวงแรงงาน ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการให้การคุ้มครองแรงงานต่างด้าวอย่างเท่าเทียมกับแรงงานไทย รวมถึงการคุ้มครอง ตามกฎหมายไทยและกฎหมายสากล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยยังคงต้องการคำแนะนำและความร่วมมือจาก EU คือ องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จะนำมาพัฒนางานตรวจแรงงานให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

            ด้าน นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้ร่วมมือกับILO ในโครงการต่อต้านรูปแบบการทำงานที่ไม่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลหรือสิทธิจากเรือสู่ฝั่ง (Ship to Shore Right) โดยได้รับการสนับสนุนจาก EU จนโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในปีงบประมาณ 2560 กสร.ได้ร่วมมือกับ ILO จัดอบรมพนักงานตรวจแรงงานเพื่อพัฒนาศักยภาพ ประสิทธิภาพการตรวจแรงงาน โดยได้จัดไปแล้ว 3 รุ่น รวม 90 คน นอกจากนี้ได้จัดอบรมเจ้าหน้าที่สื่อสารภาษา หรือ ล่าม ให้มีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย และกฎระเบียบในการตรวจแรงงาน และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพ ศักยภาพ   ให้มากยิ่งขึ้นในปีงบประมาณ 2561

รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กสร. รับนโยบาย “บิ๊กอู๋” ตั้งเป้าคุ้มครองแรงงานทั่วถึง

 

ข่าวกสร.ชวนนายจ้างประเมิน'สภาวะสันติสุข' - kachon.com

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร.ได้จัดทำแบบประเมินข้อมูลพื้นฐานด้านแรงงานสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนหรือแอลซี เพื่อเป็นเครื่องมือวัดภาวะสันติสุขในสถานประกอบกิจการ โดยแบบประเมินดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการประเมินสถานการณ์ด้านแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบกิจการด้านต่าง ๆ ซึ่งหากสถานประกอบการตรวจสอบแล้วพบว่าขาดการดำเนินการในเรื่องใด หรือการดำเนินการยังมีข้อบกพร่อง เช่น ขาดการสื่อสารระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่มีกระบวนการยุติข้อร้องทุกข์ ก็สามารถแก้ไข ปรับปรุงหรือจัดให้มีขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการลดและการป้องกันข้อขัดแย้งในองค์กร ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง และส่งผลดีต่อผลผลิตและธุรกิจของผู้ประกอบการ

นายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า การที่สถานประกอบกิจการนำแบบประเมินแอลซีไปใช้นอกจากจะเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ของนายจ้างและลูกจ้างแล้ว ผลการประเมินจากสถานประกอบกิจการต่างๆ จะเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้การบริหารจัดการด้านแรงงานสัมพันธ์ในภาพรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย สถานประกอบกิจการที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบประเมินได้ที่https://relation.labour.go.th/new หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สำนักแรงงานสัมพันธ์ โทรศัพท์ 0 2643 4471, 0 2643 4477 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่.

 

 

 

037640
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
อาทิตย์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
วันทั้งหมด
80
172
252
34846
6091
5776
37640

Your IP: 192.168.2.69
2018-02-19 07:26